สารพัดข้อเท็จจริงของ ยอดเขาเอเวอเรสต์ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

Mt Everest

ยอดเขาเอเวอเรสต์คือหนึ่งในยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก เป็นหนึ่งในความงามตามธรรมชาติที่ไร้คู่แข่งแต่ความสวยงามของมันมาพร้อมกับความโหดร้ายของภาพอากาศซึ่งทำให้มีนักปีนเขาต้องสังเวยชีวิตอยู่เป็นจำนวนมาก บนเขาจะมีลมแรง 200 ไมล์ต่อชั่วโมงและมีระดับความหนาวเย็นอยู่ที่ติดลบ 80 องศาฟาเรนไฮต์ แต่ยังมีอีกทางเลือกคือในช่วงกลางเดือนมีนาคมของทุกปีจะเป็นช่วงเวลาที่สภาพอากาศค่อนข้างอบอุ่นและกระแสลมไม่แรงมากจึงถือว่าค่อนข้างปลอดภัยที่จะพยายามปีนเขา

แต่การเลือกช่วงเวลาก็ช่วยให้ปลอดภัยเฉพาะจากสภาพอากาศเท่านั้นยังมีเรื่องที่ควรระวังอีกมาก คนที่คิดจะพิชิตยอดเขาอย่างจริงจังจะต้องเตรียมตัวมาอย่างดีและศึกษาเรื่องอันตรายและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นได้ระหว่างทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรศึกษาให้ดีว่าคนส่วนใหญ่เสียชีวิตกันด้วยสาเหตุอะไรกันบ้าง เพราะคนที่ต้องเสียชีวิตเพราะทำอาหารในเต้นต์ที่ปิดสนิทก็มีนะ อย่าจุดไฟในเต้นต์เด็ดขาดเลย

มันเป็นยอดเขาที่มีอายุน้อยที่สุดและยังเติบโตได้อีก

เมื่อเทียบกับภูเขาลูกอื่นๆในโลกแล้ว เอเวอเรสต์ถือว่าเป็นน้องใหม่ไฟแรงที่มีอายุน้อยกว่าพวกรุ่นพี่ โดยพึ่งจะมีอายุได้แค่ 60 ล้านปีเท่านั้น นอกจากนี้ในแต่ละปียอดเขายังสูงขึ้นอีกเรื่อยๆ ประมาณ 0.16 นิ้ว หรือ 4 มิลลิเมตร ถึงแม้ว่ามันจะผ่านมาหลายล้านปีแล้วแต่มันก็ยังสูงได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากชั้นใต้ดินของอินเดียซึ่งอยู่ข้างล่างพื้นดินของทิเบตอีกทียังคงเบียดตัวขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ

มันยังไม่ใช่ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก

ความความเข้าใจของคนส่วนใหญ่มักจะคิดกันว่ายอดเขาเอเวอเรสต์คือภูเขาที่สูงที่สุดในโลก คือมันเป็น “เทือกเขาที่สูงที่สุด” แต่ไม่ใช่ภูเขาที่สูงที่สุด เพราะว่าภูเขาลูกที่สูงที่สุดในโลกคือภูเขาไฟเมานาเคอาซึ่งอยู่ในรัฐฮาวาย มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 4,205 เมตร เอ๊ะ…อ้าว แต่ว่ายอดเขาเอเวอเรสต์มันสูงจากระดับน้ำทะเล 8,848 เมตรไม่ใช่หรอ

คืออย่างงี้ ความพิเศษของภูเขาไฟเมานาเคอาคือ มันไม่ได้งอกขึ้นมาจากระดับความสูงของน้ำทะเลแต่มันงอกออกมาจากใต้ทะเลลึก เมื่อวัดความสูงจากฐานซึ่งอยู่ใต้ทะเลก็จะได้ความสูง 10,200 เมตร ซึ่งสูงกว่ายอดเขาเอเวอเรสต์นั่นเอง

เจ้าของสถิติภูเขาที่สกปรกมากที่สุดในโลก

ในแต่ละปีบรรดานักปีนเขาที่พยายามจะมาพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ทิ้งขยะเอาไว้จำนวนมาก เช่น เชือกปีนเขา , ถังออกซิเจน , นอกนั้นยังถ่ายอุจจาระทิ้งไว้ด้วย!! ส่วนนักปีนเขาที่เสียชีวิตกลางกลาง ก็จะถูกทิ้งศพเอาไว้ในอยู่ที่เดิมอย่างนั้น ภูเขานี้มีซากศพนักปีนเขาอยู่เต็มไปหมด มีการคำนวนแล้วว่าขยะทั้งหมดที่อยู่บนยอดเขาแห่งนี้มีมากถึง 50 ตันเลยทีเดียว

ในปี ค.ศ.2008 มีคณะเดินทางชื่อว่า “Eco Everest Expedition” รวมตัวกันเพื่อช่วยในการเก็บขยะบนยอดเขาซึ่งก็สามารถเก็บไปได้ 13 ตันเท่านั้น ส่วนรัฐบาลเนปาลก็ได้ออกกฏว่าให้นักปีนเขาทุกคนนำขยะลงมาจากเขาอย่างน้อย 8 กิโลกรัม

  สถิติต่างๆบนยอดเขาแห่งนี้

เจ้าของสถิติผู้พิชิตยอดเขาที่อายุน้อยมากที่สุด – เจ้าของสถิติคนล่าสุดในเดือนมีนาคมปี ค.ศ.2010 คือเด็กผู้ชายชื่อ “Jordon Romero” ซึ่งสามารถไปถึงยอดเขาได้ในตอนอายุ 13 ปี เท่านั้น

ยอดคนที่เสียชีวิตภายในวันเดียว – มีอยู่วันเดียวที่มีคนเสียชีวิตพร้อมกันมากถึง 22 คน คือวันที่ 25 เมษายน ปี ค.ศ.2015 และมีจำนวนศพรวมกันทั้งหมดได้มากกว่า 200 ศพแล้วในขณะนี้

ผู้พิชิตยอดเขาที่อายุมากที่สุด – เป็นคนญี่ปุ่นมากถึง 7 คน เลยทีเดียว โดยคนที่อายุมากที่สุดชื่อว่า Yuichiro Miura พิชิตยอดเขาได้ตอนอายุ 80 ปี ส่วนอันดับที่สองเป็นชาวเนปาล ชื่อ “Min Bahadur Sherchan” พิชิตยอดเขาตอนอายุ 76 ปี

 อีกหลายเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อน

– มีระดับออกซิเจนบนยอดเขาต่ำมากเป็นเพราะว่าบนยอดเขาเอเวอเรสต์มีแรงดันอากาศต่ำเกินไป ทำให้มีออกซิเจนแค่เพียงหนึ่งในสามเท่านั้น (4.89 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) เมื่อเทียบกับระดับออกซิเจนในบริเวณน้ำทะเล (14.69 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว)

– มีคนสองคนแรกที่ได้เล่นสโนว์บอร์ดบนยอดเขาแห่งนี้คือนาย Macro Siffredi จากประเทศฝรั่งเศส และนาย Stefan Gatt จากประเทศออสเตรีย

– ผู้คนที่สามารถพิชิตยอดเขาได้จำนวน 1 ใน 10 คน จะเสียชีวิตอยู่บนยอดเขาแห่งนี้

– ในปี ค.ศ.1980 นาย Reinhold Messner คือมนุษย์คนแรกในโลกที่สามารถพิชิตยอดเขานี้ได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งถังออกซิเจน

– ศพของนักปีนเขาทุกคนจะถูกทิ้งเอาไว้เพื่อให้นักปีนเขาคนอื่นตัดสินใจว่าตัวเองควรที่จะเดินทางผ่านเส้นทางนี้หรือไม่

– มีสัญญาณ 3G มาถึงยอดเขาแห่งนี้ โดยในปี ค.ศ.2001 นักปีนเขาชื่อนาย เคนตัน คูล ได้เป็นมนุษย์คนแรกที่ส่งข้อความไปยังเว็บไซต์ทวิตเตอร์จากยอดเขาเอเวอเรสต์

– เนื่องจากมีจำนวนคนที่อยากปีนยอดเขาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากทำให้ต้องมีการต่อคิวรอการปีนยอดเขา และก็มักจะมีคนเสียชีวิตระหว่างที่รอด้วยสาเหตุต่างๆกันไป ซึ่งในบริเวณนี้ซึ่งมีคนต้องเสียชีวิตเพราะรอต่อคิวจะถูกเรียกว่า “death zones” ในปี ค.ศ.2017 มีคนเสียชีวิตตรงจุดนี้ 7 คนเลยนะ ทางรัฐบาลเนปาลจึงได้ทำการเพิ่มจำนวนเชือกให้ผู้ที่จะมาปีนขึ้นไป และยังมีแผนการจะสร้างขั้นบันไดขึ้นไปด้วยซ้ำ